
เงากันและกัน
ในวันที่หมดหวังหมดกำลังใจ เพียงมีใครสักคนอยู่เคียงข้างใกล้ ๆ แม้ช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ ทว่าทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นและมีพลังใจเกิดขึ้น ซึ่งช่วงหนึ่งในชีวิต คุณหนุ่ย-ศรินทร เมธีวัชรานนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ชาวเวอร์คิง แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด และ บริษัท เอสอาร์ แอดวานซ์อินดัสตรีส์ จำกัด เกิดความรู้สึกดังกล่าวแต่โชคดีที่มีลูก คุณแจน-ศิริธิดา เมธีวัชรานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาวเวอร์คิง แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด อยู่เคียงข้างคอยเป็นกำลังใจให้เสมอมา ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกสนิทแนบแน่น
คุณหนุ่ยมีลูกทั้งหมด 4 คน คุณแจนเป็นลูกสาวคนที่ 3 ที่สนิทมากที่สุด เหตุที่คุณหนุ่ยสนิทกับคุณแจนมากที่สุดเนื่องมาจาก ช่วงหนึ่งของชีวิตที่เกิดปัญหา ขณะนั้นลูกสาวคนโตและลูกชายคนที่สองศึกษาอยู่ในต่างประเทศ ในครอบครัวจึงมีเพียงคุณหนุ่ย คุณแจน และลูกชายคนเล็ก “เวลามีปัญหานำมาพูดคุยกับลูกตลอด ขณะนั้นแจนอายุ 12-13 ปี ชีวิตช่วงนั้นต้องมีคู่ชีวิตเพื่อดูแลกันและกัน แต่ตัวเองมีลูกสาวเป็นคู่ชีวิต พ่อแม่เวลามีปัญหาไม่กล้าเล่าให้ลูกฟัง แต่เรากล้าเล่าให้ลูกฟัง เพราะชีวิตไม่มีใคร หันซ้ายหันขวามีแต่ลูก ซึ่งลูกเป็นเด็กมีความคิด เป็นผู้ใหญ่ในตัวเอง จึงทำให้กล้าพูดกล้าคุย ปัญหาที่เล่าให้ฟังแม้ว่าไม่ได้ช่วยแก้ไข แต่อย่างน้อยลูกรับฟัง ก็ทำให้เราหายเหนื่อย” คุณหนุ่ยเล่าด้วยน้ำเสียงมีความสุข
คุณแจนลูกสาวที่สนิทกับคุณแม่มากสุดเสริมว่า ที่ผ่านมามีแม่คนเดียวไม่ได้รู้สึกขาด เพราะมีคุณแม่เป็นทั้งพ่อและแม่ ชีวิตดำเนินมาเรื่อย และซึมซับสิ่งที่คุณแม่สอน ประเด็นบางอย่างที่คุณแม่เล่าให้ฟังได้ซึมซับมาและเป็นประโยชน์มาก ณ ปัจจุบัน คุณแม่สอนมาตลอดว่าให้รับความจริงให้ได้ และสอนทำให้ดีและให้ดีที่สุด พร้อมทั้งสนับสนุนผลักดันในทุกเรื่อง ช่วงเรียนที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยคุณแม่อยากให้เป็นประธานนักเรียน แต่แจนไม่ใช่เด็กกิจกรรม ไม่ได้อยากเป็น แต่ก็ไปสมัครรองประธานนักเรียน
ทันทีที่คุณแจนเล่าจบคุณแม่หนุ่ยหัวเราะเบา ๆ ก่อน บอกว่า “ที่อยากให้เป็นไม่ใช่อยากให้ลูกเด่นดังในสังคมถ้าได้ เป็นจะเป็นการปูพื้นฐานเป็นใบเบิกทางทั้งชีวิตธุรกิจในภายภาคหน้า และการไปเรียนต่อในต่างประเทศ เพราะในต่างประเทศไม่ได้ดูเกรดอย่างเดียว ดูความพร้อมในด้านอื่น ๆ การเป็นผู้นำ การมีส่วนร่วม”
คุณแจนบอกด้วยว่า “คุณแม่ผลักดันอยู่เรื่อย ๆ การที่สนิทกับคุณแม่มาก ทำให้มีความเชื่อมั่นในตัวคุณแม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้ยกให้คุณแม่เป็น ผู้ช่วยในการตัดสินใจเรื่องเรียน ทำงาน มีอะไรนำมาปรึกษาทุกเรื่อง
นอกจากต่างฝ่ายต่างเป็นกำลังใจให้กันและกัน ทั้งคู่ยังดูแลซึ่งกันและกัน คุณหนุ่ยบอกว่า “น้องแจนเป็นทุกอย่าง เป็นลูกสาว เลขาส่วนตัว บอดี้การ์ด แพทย์คอยดูแลสุขภาพ แม่ครัวดูแลเรื่องอาหาร ภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มาก” ฝ่ายคุณแจนส่งยิ้มให้คุณแม่ก่อนบอกว่า “ทุกวันนี้แจนดูแลคุณแม่มากที่สุด เพราะแจนมีแม่อยู่คนเดียว และด้วยนิสัยชอบดูแลจึงไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องทำ ดูแลเรื่องอาหาร สุขภาพ เสื้อผ้า แจนรู้ว่าคุณแม่ชอบอะไร ไม่ชอบอะไรจึงพยายามทำให้ดีที่สุด บางครั้งรู้ว่าคุณแม่รำคาญแต่ก็ไม่ถอย จิกไปเรื่อย ๆ จากการที่ดูแลคุณแม่มาตลอดสิ่งที่ทำให้ภูมิใจมาถึงทุกวันนี้คือ คุณแม่ฉลอง 60 ปีด้วยสุขภาพที่แข็งแรง”
ทุกวันนี้แม้ต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่การงานรัดตัว ทว่าทั้งคู่ยังมีกิจกรรมที่ทำร่วมกันเสมอ ๆ คุณแจนบอกว่า แจนได้ชื่อว่าเป็นลูกสาวที่เป็นเงาตามตัวคุณแม่ งานทุกงานที่คุณแม่ไปร่วม แจนไปด้วยเสมอ ๆ ส่วนใหญ่เป็นงานแต่งงาน งานเลี้ยง งานกึ่งทางการ แต่ถ้าเป็นงานสังสรรค์ในกลุ่มเพื่อนคุณแม่ ปล่อยให้คุณแม่ไปเอง นอกจากนี้ยังไปเที่ยวต่างประเทศ และไปชอปปิงด้วยกัน
“เชื่อว่าไม่มีแม่ลูกคู่ไหนที่สนิทเท่าเราสองคน เวลาที่ไปไหนลูกสาวไม่ไปด้วย มีคนทักถามเสมอ ๆ ลูกสาวไม่มาด้วยหรือ” คุณหนุ่ยเล่าพลางหัวเราะชอบใจก่อนหันไปยิ้มกับลูกสาว
ต่อเมื่อถามคุณแม่หนุ่ยว่ามีอะไรที่ยังเป็นห่วงลูกสาวคนสนิทอีกหรือไม่ คุณหนุ่ยบอกว่า สิ่งที่เป็นห่วงไม่มี เพราะแจนดำเนินชีวิตอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า มีหลักธรรมหลักยึดเหนี่ยว ฝ่ายคุณแจนบอกว่า ทุกวันนี้แจนพยายามทำทุกอย่างเต็มที่ มีห่วงในแง่สุขภาพบ้างนิดหน่อย จึงคอยเตือนให้ไปพบแพทย์ และดูแลสุขภาพหากคอเลสเตอรอลสูงลดของมัน หากมีภาวะกระดูกพรุนก็เสริมแคลเซียม
ความห่วงคุณแม่ไม่ได้เกิดกับคุณแจนเพียงคนเดียว แต่รวมไปถึงน้องชายด้วย คุณหนุ่ยเล่าว่า ที่ผ่านมาหลายปีไม่เคยทราบว่า น้องแจนกับน้องเจน (ลูกชายคนเล็ก) ได้ตกลงกันว่า ถ้าวันเสาร์-อาทิตย์ไหนที่คุณแม่อยู่บ้าน คนใดคนหนึ่งต้องอยู่กับคุณแม่ วันหนึ่งได้ยินน้องแจนกับน้องชายตกลงกัน ได้ยินแล้วซึ้งมาก น้ำตาซึม รู้สึกขอบคุณพระเจ้ามาก ลูกปฏิบัติและดีกับแม่มาก ซึ่งในวันที่รู้ก็บอกกับลูกว่าไม่เป็นไรแม่อยู่บ้านคนเดียวได้ แต่ลูก ๆ ก็บอกว่าไม่เป็นไร เขาตั้งใจทำให้แม่.
"ต้นรัก"
ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันจันทร์ที่ 10 มกราคม 2554 |
|